![]() |
||||||||||||||||||||||||||
![]() |
บทนำ |
|||||||||||||||||||||||||
| เมือวันที่
4 เมษายน 2531 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ดำเนินโครงการฟื้นฟูสภาพ แวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ด้วยการจัดตั้งหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนาขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครศรี ธรรมราช ซึ่งได้แก่ 1. หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 1 2. หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 2 3. หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 3 4. หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 4 การดำเนินงานจัดตั้งที่อยู่อาศัยให้กับราษฎรที่ประสบอุทกภัย ไร้ที่อยู่อาศัยและยากจนนั้น ได้มีการ วางแผนดำเนินงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยยึดเอาความต้องการพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคมของ ราษฎรที่แตกต่างกันไปเป็นเกณฑ์ในการดำเนินการ นอกจากการสร้างที่อยู่อาศัยพร้อมด้วยสิ่งสาธารณูปโภคพื้นฐาน อาทิ ระบบไฟฟ้า ประปา สถานีอนามัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ห้องสมุด ฯลฯ แล้ว ยังมีการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชน ตลอดจนสิ่งแวดล้อมในรูปการสร้างอาชีพเสริมรายได้ ให้การศึกษาและฝึกอบรม เช่น การส่งเสริมการเพาะเห็ด การส่งเสริมการทำปศุสัตว์ การปลูกพืชและไม้ผล การฝึกอบรมยุวเกษตร การอบรมยุวชนป่าไม้ เป็นต้น ต่อมาในปีพุทธศักราช 2534 องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ทรงขยายผลการดำเนินงาน ในลักษณะเดียวกันไปยังจังหวััดนราธิวาส ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซีย และราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม ดำเนินการจััดตั้งเป็น หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 5 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุมชน โดยการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างประชาชน 2 กลุ่ม ที่มีจริยธรรมการนับถือศาสนาต่างกัน ให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างผสมผสานกลมกลืนรวม ถึงการอนุรักษ์แบบป่าดั้งเดิม ซึ่งเป้นแหล่งของพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพและป้องกันการ |
![]() |
|||||||||||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||||||||||||
| บุกรุกพื้นที่จากราษฎร
อีกด้วย โครงการจุฬาภรณ์พัฒนา 9-12 ครอบคลุมพื้นที่จังหวััดยะลา และจังหวัดนราธิวาส เป็นอีกโครงการหนึ่งที่มีความสำคัญ ไม่เฉพาะแต่ในการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในอันที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังตอบสนองนโยบายของ รัฐบาลในด้านความมั่นคงแห่งชาติด้วย เนื่องจากเป็นการช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฏหมาย ให้ปรับสภาพเป็นบุคคลในประเทศอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ย่อมส่งผลให้เกิดความสงบและสันติภาพในหมู่ประชาชนชาวไทย ทั้งนี้ ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากประเทศไทยแล้ว จะเป็นทรัพยากรบุคคลอันสำคัญของประเทศไทยในอนาคต |
||||||||||||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||||||||||||
![]() |
เนื่องจากโครงการหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา
9-12 เป็นโครงการต่อเนื่องที่ทางกองทัพภาคที่ 4 ได้ดำเนินการไว้แล้ว จึงได้มีการส่งมอบหมู่บ้านทั้ง 4 ให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็นผู้ดำเนินการต่อ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2536 ประกอบ ด้วย - หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา9 จังหวัดยะลา -หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 10 จังหวัดยะลา -หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 11 จังหวัดยะลา -หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 จังหวัดนราธิวาส |
|||||||||||||||||||||||||
| โรงเรียนจุฬาภรณ์พิชยาคาร | ||||||||||||||||||||||||||
| หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา
2 จัดตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 24 เมษายน 2532 เป็นโครงการจัดรูปแบบชุมชน โดยรับผู้ประสบภัยซึ่งไร้ที่อยู่และที่ทำกิน
จากอุทกภัยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2531 ในเขตพื้นที่อำเภอพิปูน และบริเวณใกล้เคียงรวมกันเป็นหมู่บ้านพัฒนา
ปัจจุบันตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวันครศรีธรรมราช ได้นำระะบบคิปบุตช์ของอิสราเอลมาใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาชุมชน
การจัดหมู่บ้านสหกรณ์คิปบุตช์นั้นสมาชิกในหมู่บ้านจะได้รับการแบ่งปันสิ่งที่จำเป็น
เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ โดยมีสมาชิกในโครงการรวมทั้งสิ้น
1,237คน เป็นชาย 699 คน เป็นหญิง 538 คน รวม 265 ครอบครัว อาศัยอยู่ในพื้นที่
268 ไร่ การที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เลือนำระบบคิวบุตช์มาใช้ในหมู่บ้านนี้ เนื่องจากราษฏรจำนวนมากที่ต้องกการอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม แม้ว่าจะมีพื้นที่น้อย ไม่เหมาะต่อการประกอบอาชีพ เดิมจากการปลูกส่วนยางพารา ซึ่งต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกจำนวนมากประมาณ 15 ไร่ต่อครอบครัว หันมาประกอบอาชีพเลี้ยงปลา ทำปศุสัตว์และทำกิจกรรมอื่นๆ ที่มีลักษณะเป็นส่วนรวมแทน อาชีพหลักของราษฎร ได้แก่ การทำส่วนยางพารา ทำส่วนผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง รองลงมาอาชีพตามโครงการส่งเสริมอาชีพที่กำหนดกันเป็นกลุ่มในพื้นที่ที่ทางโครงการจัดไว้ให้ ได้แก่ กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า กลุ่มเครื่องเงิน กลุ่มเลี้ยงกบ กลุ่มทำขนมแปรรูป กลุ่มสหกรณ์ และกลุ่มเลี้ยงสัตว์ในคอกรวม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุด จากการสัมภาษณ์ราษฎรในโครงการหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 2 เมื่อเดือน พฤษภาคม 2542 สรุปได้ดังนี้ สภาพทางเศรษฐกิจ ราษฎรในโครงการส่วนใหญ่ร้อยละ 78.90 ยอมรับว่ารายได้ของครอบครัวลดลง แต่กลับมีรายจ่ายของครอบครัวร้อยละ 68.40 สูงขึ้น และราษฎรร้อยละ 57.90 มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเท่าเดิม รายได้จากการกรีดยางพาราเฉลี่ย 32,472.50 บาทต่อครอบครัวต่อปี รายได้จากการรับจ้างทั่วไปเฉลี่ย35,620 บาทต่อครอบครัวต่อปี และรายได้จากการค้าขาย 40,166.67 บาทต่อครอบครัวต่อปี สภาพทางสังคม ราษฎรในโครงการส่วนใหญ่ยอมรับว่า การดูแลของหน่วยงาน และการยอมรับของสังคมยังคมเหมือนที่ผ่านมา คือ ร้อยละ 44.70 แบะ 65.50 ตามลำดับ ส่วนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนั้น ราษฎรร้อยละ 57.90 ยอมรับว่าดีขึ้นกว่าอดีต หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 2 ตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โดยมีพระดำรัสรับสั่งแก่คระผู้ตามเสด็จเมื่อ พ.ศ. 2534 ต่อมาจึงมีการศึกษาความเป็นไปได้และจัดทำแผนงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการ เหตุผลสำคัญของการจัดทำโครงการนี้เนื่องมาจากบริเวณพื้นที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 2 มีปัญหาหลัก คือ พื้นที่ตั้งของหมู่บ้านเป็นดินทราย อันเกิดจากการทำเหมืองแร่มาก่อน ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชได้ อีกทั้งราษฎรแต่ละครอบครัวได้รับพื้นที่เฉพาะสำหรับปลูกบ้าน ครอบครัวละ 100 ตารางวา จึงไม่มีพื้นที่ทำกินภายในโครงการ และจากการสำรวจพบว่าในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่โครงการมีแหล่งวัตถุดิบที่สามารถใช้ทำเซรามิกได้ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อเป็นการสร้างงานให้กับคนในพื้นที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 2 ตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช และหมู่บ้านใกล้เคียง จำนวนประมาณ 200 คน 2. เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรให้ดีขึ้น 3. เพื่อให้โรงงานเซรามิกสามารถผลิตเป็นโรงงานอุตสาหกรรมประเภท Table Ware และสามารถส่งจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ 4. เพื่อเป็นแหล่งศึกษาและวิจัยทางวิชาการทางเซรามิก สำหรับผู้ที่ศึกษาแขนงนี้ในภาคใต้ 5. เพื่อให้ราษฎรมีความรักถิ่นฐานและพัฒนาหมู่บ้านตัวเองให้เจริญ ก้าวหน้าต่อไป ในปี พ.ศ. 2536 จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาขึ้นโดยให้ราษฎรส่วนใหญ่เป็นสมาชิกหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 2 ทั้งนี้เพื่อเป็นอาชีพเสริมรายได้ให้กับครอบครัวโดยการจัดส่งสมาชิก ในหมู่บ้านไปอบรมงานยังโรงงานเซรามิกอื่นๆ และศูนย์ศิลปาชีพพิเศษบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีจำนวนสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 16 คน แบ่งการอบรมออกเป็น 6 ครั้ง ครั้งละประมาณ 4 เดือน ประเภทงานที่ฝึกในขั้นเริ่มแรก เป็นการปั้นรูปอิสระ รีดดินเป็นเส้น และสานเป็นตะกร้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นของชำร่วย และผักผลไม้ขนาดย่อ ปี พ.ศ. 2539 ได้มีการฝึกเขียนลวดลายและลงสีเบญจรงค์ และต่อเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 โรงงานเซรามิกได้ดำเนินการก่อสร้างโรงงานเสร็จแล้ว หากแต่ยังไม่ดำเนินการผลิตเต็มกระบวนการเนื่องจากการจัดซื้อ จัดหาเครื่องจักรของโรงงานเซรามิกยังไม่เสร็จสิ้น ดังนั้นจึงต้องอาศัยกำลังการผลิตจากการดำเนินงาน โดยใช้เครื่องจักรจากโรงงานเก่าเป็นหลัก ซึ่งเป็นเครื่องจักขนาดเล็ก สำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ในเชิงวิชาชีพ ปัจจุบันได้จัดทำผลิตภัณฑ์ตามการสั่งซื้อของลูกค้าในช่วงเทศการต่างๆ และจัดทำผลิตภัณฑ์หลักของโครงการเช่น 1. กระเป๋าใส่นามบัตรเซรามิกเบญจรงค์ และลวดลายต่างๆ 2. กระดิ่งเบญจรงค์และลวดลายต่างๆ 3. ชุดน้ำชาเบญจรงค์ และเครื่องเบญจรงค์ต่างๆ สำหรับเครื่องเบญจรงค์นั้น บางส่วนได้จัดซื้อผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปสีขาว (White Ware ) มาเขียนลวดลาย เพื่อจัดส่งจำหน่ายยังฝ่ายการตลาดของบริษัท จุฬาภรณ์พิพัฒน์ จำกัด โดยได้มีการส่งผลิตภัณฑ์จำหน่ายทั้งที่โครงการโรงงานเซรามิก สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพฯ ร้านโครงการหลวง ร้านค้าในกรมส่งเสริมการส่งออก การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย บริษัทเอกเพรสคาร์เพท จำกัด และที่โรงงานเซรามิกหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อการจัดซื้อจัดหาเครื่องจักรพิ้นฐานดำเนินการเสร็จสิ้น โรงงานเซรามิกแห่งนี้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้สูงขึ้น สนองวัตถุประสงค์ได้เต็มที่ |
||||||||||||||||||||||||||
![]() |
![]() |
![]() |
นายสมบูรณ์ ศิริรักษ์ รวบรวม/เรียบเรียง 25 เมษายน 2535 |
|||||||||||||||||||||||